วันพุธที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

การปลูกแตงไทย

การปลูกแตงไทย 

การเตรียมเพาะกล้า 

นำเอาเมล็ดแตงไทยห่อหุ้มด้วยผ้าเปียกน้ำผสมน้ำสกัดชีวภาพเจือจาง 1 ต่อ 1,000 นาน 2 คืน เมล็ดจะงอกราก 

การเตรียมถุงเพาะ 

ดินร่วนซุย 1 ปีบ ปุ๋ยหมักชีวภาพ 1 ปีบ แกลบดำ 1 ปีบ ผสมให้เข้ากันใส่ถุงเพาะกล้ารดน้ำให้ชุ่ม หยอด 
เมล็ดแตงไทยลงไปเพาะจนต้นกล้ามีใบแท้ 2 ใบ หรือประมาณ 2 วัน ก็เอาไปปลูกได้ 

วิธีการปลูกและการเตรียมดิน 

1. ถ้าปลูกในพื้นที่กว้าง ไม่ต้องยกร่อง ให้ทำร่องระบายน้ำป้องกันน้ำฝนท่วม 

2. เตรียมหลุมให้ห่างกัน 1.50 x 1.50 เมตร รองก้นหลุมด้วยป๋ยหมักชีวภาพ 1 กก. ต่อหลุมคลุมด้วยฟาง รดน้ำ 

3. แยกฟางออก แล้วปลูกต้นกล้าลงหลุม ๆ ละ 1 ต้นรดน้ำผสมน้ำหมักชีวภาพ 

4. เติมปุ๋ยหมักชีวภาพ 1 กำมือ ต่อต้น ทุกสัปดาห์ แล้วรดน้ำผสมน้ำหมักชีวภาพ 

5. เมื่อแตงไทยมีใบจริง 4 ใบให้เด็ดยอดออก ต่อมาจะมียอดแขนงแตกออกมา 4 เถา 
เมื่อ 4 เถาเลื้อยทอดยอดยาว 2 ฟุต ให้เด็ดยอดอีก จะมีเถาแขนงแตกออกมาอีก เถาแขนงรุ่น 3 
จะมีผลที่ใบที่ 1 และใบที่ 2 เมื่อผลโตประมาณเท่าปากกา ให้ใช้ฟางคลุมผลเมื่ออำพลางแมลงวันทอง 
แล้วเด็ดยอดแขนงที่มีผลนี้ เพื่ออาหารไม่ต้องเลี้ยงยอด ทำให้ผลโตเร็ว 

6. เมื่อผลโตเท่ากำปั้น ให้รองก้นด้วยฟางป้องกันแมลงเสี้ยนดิน 

7. แตงไทย 1 ต้นจะให้ผลมากกว่า 10 ผล 

8. ควรปลิดผลที่ไม่สวย หรือมีตำหนิทิ้ง 

9. ถ้าต้องการขายผลแตงอ่อนให้เด็ดยอดเถาทุกวัน 

10. ควรฉีดสะเดาหมักป้องกันแมลงเต่าทอง ตอนต้นแตงยังอ่อน มีเถายางประมาณ 1- 2 ฟุต

ข้าวโพดหวาน

การเตรียมดิน 
• ปลูกบนพื้นราบ ไถด้วยผาลสาม 1 ครั้ง ลึก 20-30 เซนติเมตร ตากดิน 7-10 วัน พรวนด้วยผาลเจ็ด 1 ครั้ง แล้วยกร่องปลูกสูง 25-30 เซนติเมตร ถ้าปลูกเป็นแถวเดี่ยว ให้มีระยะระหว่างร่อง 75 เซนติเมตร ถ้าปลูกเป็นแถวคู่ ให้มีระยะระหว่างร่อง 120 เซนติเมตร 
• ปลูกบนร่องสวน เป็นการปลูกบนร่องสวนกว้าง 4-5 เมตร ตามความยาวของพื้นที่ โดยใช้จอบหรือรถไถเดินตาม เปิดหน้าดินลึก 15-20 เซนติเมตร ตากดิน 7-10 วัน ย่อยดินด้วยแรงงาน 
ปรับระดับดินให้สม่ำเสมอ แล้วคราดเก็บเศษซาก ราก เหง้า หัว และไหลของวัชพืชข้ามปี ออกจากแปลง 
• วิเคราะห์ดินก่อนปลูก ถ้าดินมีค่าความเป็นกรดด่างต่ำกว่า 5.5 ให้หว่านปูนขาวอัตรา 100-200 กิโลกรัมต่อไร่ แล้วพรวนกลบ 
ถ้าดินมีอินทรียวัตถุต่ำกว่า 1.5 ก่อนพรวนดิน ให้ใส่ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอก ที่ย่อยสลายดีแล้ว อัตรา 500-1,000 กิโลกรัมต่อไร่ หรือหว่าน พืชบำรุงดิน เช่นถั่วเขียวอัตรา 5 กิโลกรัมต่อไร่ แล้วไถกลบในระยะติดฝัก หรือหลังเก็บเกี่ยวผลผลิตของพืชบำรุงดิน 

วิธีการปลูก 
ก่อนปลูกทุกครั้ง ต้องคลุกเมล็ดพันธุ์ ด้วยสารป้องกันกำจัดโรคราน้ำค้าง ตามคำแนะนำ 
• ปลูกบนพื้นราบ เมล็ดพันธุ์ที่มีความงอกสูงกว่า 85 เปอร์เซ็นต์ ให้หยอด 1 เมล็ดต่อหลุม ใช้เมล็ดพันธุ์ 1.0-1.5 กิโลกรัมต่อไร่ ถ้าเมล็ดพันธุ์มี ความงอกต่ำกว่า 85 เปอร์เซ็นต์ควรหยอดเมล็ด 1-2 เมล็ดต่อหลุม ใช้เมล็ดพันธุ์ 1.5-2.0 กิโลกรัมต่อไร่ อัตราปลูกที่เหมาะสมสำหรับ การบริโภคฝักสดประมาณ 8,500 ต้นต่อไร่ สำหรับ 
อุตสาหกรรมแปรรูป 8,500-11,000 ต้นต่อไร่ 
ถ้าปลูกเป็นแถวเดี่ยว ใช้ระยะระหว่างหลุม 25 เซนติเมตร หรือ ถ้าปลูกเป็นแถวคู่ ให้ปลูกข้างสันร่องแบบสลับฟันปลา ใช้ระยะระหว่างหลุม 25-30 เซนติเมตร 
เมื่อข้าวโพดหวานมีอายุประมาณ 14 วัน ถอนแยกให้เหลือหลุมละ 1 ต้น 
• ปลูกบนร่องสวน ระยะปลูก 50x50 เซนติเมตร ทำหลุมปลูกลึก 3-5 เซนติเมตร หยอดเมล็ดจำนวน 2-3 เมล็ดต่อหลุม แล้วกลบด้วยดิน 
เมื่อข้าวโพดหวานมีอายุประมาณ 14 วัน ถอนแยกให้เหลือ 2 ต้นต่อหลุม จำนวน 6,500-8,500 ต้นต่อไร่ 
การดูแลรักษา 
การให้ปุ๋ย 
• ครั้งที่1 เพื่อรองก้นร่องพร้อมปลูก ในอัตรา 60 - 80 กิโลกรัมต่อไร่ 
• ครั้งที่2 เมื่อข้าวโพดหวานอายุ 20 วัน ในอัตรา 60 - 80 กิโลกรัมต่อไร่ โรยข้างต้นหรือข้างแถว แล้วพรวนกลบ 
กรณีที่มีการระบายน้ำดี แต่ข้าวโพดหวานมีลักษณะต้นเตี้ยและใบเหลือง ควรให้ปุ๋ย ในอัตรา 25 กิโลกรัมต่อไร่ เมื่อข้าวโพดหวาน อายุ 40-45 วัน 
การให้น้ำ 
ให้น้ำบนพื้นราบ 
สามารถให้น้ำทั้งแบบตามร่อง หรือแบบพ่นฝอย แต่การให้น้ำแบบพ่นฝอย จะประหยัดกว่าการให้น้ำตามร่อง 
• การให้น้ำแบบพ่นฝอย ควรให้ 7-10 วัน ตลอดฤดูปลูก 
• การให้น้ำตามร่อง ควรให้น้ำสูงถึงระดับเศษ 3 ส่วน 4 ของร่อง เพื่อให้เมล็ดงอกสม่ำเสมอ หลังจากนั้นให้น้ำทุก 3-5 วัน สำหรับดินร่วนหรือดินร่วนปนทรายหรือ 7-10 วัน สำหรับดินร่วนเหนียวปนทราย ไม่ควรปล่อยให้น้ำท่วมขังในแปลงนานเกิน 24 ชั่วโมง เพราะข้าวโพดหวานจะชะงักการเจริญเติบโตและผลผลิตลดลง 
ให้น้ำบนร่องสวน 
ให้น้ำโดยการตักน้ำสาด หรือใช้เครื่องสูบน้ำวางในเรือขนาดเล็ก สูบน้ำในร่อง 
• ควรให้น้ำทันทีหลังปลูก และหลังให้ปุ๋ยทุกครั้ง 
• ถ้าใบข้าวโพดหวานเหี่ยวหรือม้วนในช่วงเช้าหรือเย็น แสดงว่าขาดน้ำ ต้องให้น้ำทันที ควรระวังอย่าให้ขาดน้ำในช่วงผสมเกสร และติดเมล็ด เพราะจะทำผลผลิตลดลงมาก

การปลูกแตงกวา

การเตรียมดิน 
ก่อนการปลูกแตงกวา ไถพรวนดินตากไว้ประมาณ 7-10 วัน เพื่อทำลายวัชพืช และศัตรูพืชบางชนิดที่อยู่ในดิน จากนั้นจึงไถพรวนเก็บเอาเศษวัชพืชออก แล้วเตรียมแปลงขนาดกว้าง 1-1.2 เมตร โดยมีความยาวตามลักษณะของพื้นที่ แล้วจึงใส่ปุ๋ยอินทรีย์ลงไป ปรับโครงสร้างของดินให้เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของแตงกวา การเตรียมหลุมปลูกนั้นควรกำหนดระยะระหว่างต้น ประมาณ 60-80 เซนติเมตร ระหว่างแถวประมาณ 1 เมตร สำหรับการใส่ปุ๋ยเคมีรองพื้นนั้นอาจใช้สูตร 15-15-15 ในอัตรา 30-50 กิโลกรัมต่อไร่ ในบางแหล่งอาจใช้ พลาสติกคลุมดินเพื่อรักษาความชื้นในดิน ป้องกันความงอกของวัชพืช และพลาสติกบางชนิดสามารถที่จะไล่แมลงไม่ให้เข้ามาทำลายแตงกวาได้ 

การปลูก 
วิธีการปลูกแตงกวานั้น พบว่ามีการปลูกทั้งวิธีการหยอดเมล็ดโดยตรงและเพาะกล้าก่อนแล้วย้ายปลูก การหยอดเมล็ดโดยตรงนั้นอาจจะมีความสะดวกในการปลูก แต่มีข้อเสียคือสิ้นเปลืองเมล็ด หากใช้เมล็ดพันธุ์ลูกผสมซึ่งมีราคาแพงแล้ว จะเกิดความสูญเสียเปล่าและเป็นการเพิ่มต้นทุนการผลิต รวมทั้งวิธีการหยอดเมล็ดนี้จำเป็นที่จะต้องดูแลระยะเริ่มงอกในพื้นที่กว้าง ดังนั้นการใช้วิธีการเพาะกล้าก่อน จึงมีข้อดีหลายประการ อาทิเช่น ประหยัดเมล็ดพันธุ์ ดูแลรักษาง่าย ต้นกล้ามีความสม่ำเสมอ ประหยัดค่าแรงงานในระยะกล้า เป็นต้น 

สำหรับการย้ายกล้าปลูกนั้น ให้ดำเนินการตามกระบวนการเพาะกล้าตามที่กล่าวแล้ว และเตรียมหลุมปลูกตามระยะที่กำหนด จากนั้นนำต้นกล้าย้ายปลูกลงในหลุม ตามระยะระหว่างต้นและระหว่างแถวตามที่ได้กำหนดไว้ โดยการฉีกถุงพลาสติกที่ใช้เพาะกล้าออกแล้วย้ายลงในหลุมปลูก ช่วงเวลาที่จะย้ายกล้านั้นควรย้ายช่วงประมาณเวลา 17.00 น. จะทำให้ปฏิบัติงานในไร่นาได้สะดวกและต้นกล้าสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดียิ่งขึ้น 

การให้น้ำ 
หลังจากย้ายกล้าปลูกแล้ว ต้องให้น้ำทันที ระบบการให้น้ำนั้นอาจจะแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่ แต่ระบบที่เหมาะสมกับแตงกวา คือการให้น้ำตามร่อง เพราะว่าจะไม่ทำให้ลำต้น และใบไม่ชื้น ลดการลุกลามของโรคพืชทางใบ ช่วงเวลาการให้น้ำในระยะแรกควรให้ 2-3 วันต่อครั้งและเมื่อต้นแตงกวา เริ่มเจริญเติบโตแล้วจึงปรับช่วงเวลาการให้น้ำให้นานขึ้น ข้อควรคำนึงสำหรับการให้น้ำนั้น คือ ต้องกระจายในพื้นที่สม่ำเสมอตลอดแปลง และตรวจดูความชื้นในดินไม่ให้สูงเกินไปจนกลายเป็นแฉะ เพราะจะทำให้รากเน่าได้

ผักบุ้งจีน

ผักบุ้งจีนใช้เวลาในการงอกเพียง 48 ชั่วโมง ระยะแรกของการเจริญเติบโตจะให้ลำต้นตั้งตรง หลังจากงอกได้ 5-7 วัน จะมีใบเลี้ยงโผล่ออกมา 2 ใบ มีลักษณะปลายใบเป็นแฉก ไม่เหมือนกับใบจริงเมื่อต้นโตในระยะสองสัปดาห์แรก จะมีการเจริญเติบโตทางลำต้นอย่างรวดเร็วจนกระทั่งอายุประมาณ 30-45 วัน การเจริญเติบโตจะเปลี่ยนไปในทางทอดยอดและแตกกอ

สำหรับผักบุ้งจีนที่หว่านด้วยเมล็ด การแตกกอจะมีน้อยมาก การแตกกอเป็นการแตกหน่อออกมาจากตาที่อยู่บริเวณโคนต้นที่ติดกับราก มีตาอยู่รอบต้น 3-5 ตา เมื่อแตกแถวออกมาแล้วจะเจริญทอดยอดยาวออกไปเป็นลำต้น มีปล้องข้อ และทุกข้อจะให้ดอกและใบ



1. การเลือกที่ปลูก การปลูกผักบุ้งจีนเพื่อการบริโภคสดเป็นการปลูกผักบุ้งจีนแบบหว่าน หรือโรยเมล็ดลงบนแปลงปลูกโดยตรง เมื่อถึงอายุเก็บเกี่ยว 20-25 วัน จะถอนต้นผักบุ้งจีนทั้งต้นและรากออกจากแปลงปลูกไปบริโภคหรือไปจำหน่ายต่อไป ในการปลูกนั้นควรเลือกปลูกในที่มีการคมนาคมขนส่งสะดวก สภาพที่ดอน น้ำไม่ท่วม หรือเป็นแบบสวนผักแบบยกร่อง เช่น เขตภาษีเจริญ บางแค กรุงเทพฯ บางบัวทอง นนทบุรี นครปฐม และราชบุรี เป็นต้น ลักษณะดินปลูกควรเป็นดินร่วนหรือดินร่วนปนทราย เพื่อถอนต้นผักบุ้งจีนได้ง่าย และควรอยู่ใกล้แหล่งน้ำ เพื่อสะดวกในการรดน้ำในช่วงการปลูก และทำความสะอาดต้นและรากผักบุ้งจีนในช่วงการเก็บเกี่ยว



2. การเตรียมดิน ผักบุ้งจีนเป็นพืชผักที่มีระบบรากตื้น ในการเตรียมดินควรไถตะตากดินไว้ประมาณ 15-30 วัน แล้วดำเนินการไถพรวนและขึ้นแปลงปลูก ขนาดแปลงกว้าง 1.5-2 เมตร ยาว 10-15 เมตร เว้นทางเดินระหว่างแปลง 40-50 เซนติเมตร เพื่อสะดวกในการปฏิบัติดูแลรักษา ใส่ปุ๋ยคอก (มูลสุกร เป็ด ไก่ วัว ควาย) หรือปุ๋ยหมักที่สลายตัวดีแล้ว คลุกเคล้าลงไปในดิน พรวนย่อยผิวหน้าดินให้ละเอียดพอสมควรปรับหลังแปลงให้เรียบเสมอกัน อย่าให้เป็นหลุมเป็นบ่อ เมล็ดพันธุ์ผักบุ้งจีนจะขึ้นไม่สม่ำเสมอทั้งแปลง ถ้าดินปลูกเป็นกรด ควรใส่ปูนขาวเพื่อปรับระดับพีเอชของดินให้สูงขึ้น

3. วิธีการปลูก ก่อนปลูกนำเมล็ดพันธุ์ผักบุ้งจีนไปแช่น้ำนาน 6-12 ชั่วโมง เพื่อให้เมล็ดพันธุ์ผักบุ้งจีนดูดซับน้ำเข้าไปในเมล็ด มีผลให้เมล็ดผักบุ้งจีนงอกเร็วขึ้น และสม่ำเสมอกันดี เมล็ดผักบุ้งจีนที่ลอยน้ำจะเป็นเมล็ดพันธุ์ผักบุ้งจีนที่ไม่สมบูรณ์ ไม่ควรนำมาเพาะปลูก ถึงแม้จะขึ้นได้บ้าง แต่จะไม่สมบูรณ์แข็งแรงอาจจะเป็นแหล่งทำให้เกิดโรคระบาดได้ง่าย นำเมล็ดพันธุ์ผักบุ้งจีนที่ดีไม่ลอยน้ำมาหว่านให้กระจายทั่วทั้งแปลงให้เมล็ดห่างกันเล็กน้อย ต่อจากนั้นนำดินร่วนหรือขี้เถ้าแกลบดำหว่านกลบเมล็ดพันธุ์ผักบุ้งจีนหนาประมาณ 2-3 เท่าของความหนาของเมล็ดหรือประมาณ 0.5 เซนติเมตร แต่ถ้าแหล่งที่ปลูกนั้นมีเศษฟางข้าว จะใช้ฟางข้าวคลุมแปลงปลูกบาง ๆ เพื่อช่วยเก็บรักษาความชื้นในดิน หรือทำให้หน้าดินปลูกผักบุ้งจีนไม่แน่นเกินไป รดน้ำด้วยบัวรดน้ำหรือใช้สายยางติดฝักบัวรดน้ำให้ความชื้น แปลงปลูกผักบุ้งจีนทุกวัน ๆ ละ 1-2 ครั้ง ประมาณ 2-3 วัน เมล็ดพันธุ์ผักบุ้งจีน จะงอกเป็นต้นผักบุ้งจีนต่อไป



4. การปฏิบัติดูแลรักษาผักบุ้งจีนเพื่อการบริโภคสด

4.1 การให้น้ำ ผักบุ้งจีนเป็นพืชที่ชอบดินปลูกที่ชุ่มชื้น แต่ไม่แฉะจนมีน้ำขัง ฉะนั้นควรรดน้ำผักบุ้งจีนอยู่เสมอทุกวัน ๆ ละ 1-2 ครั้ง ยกเว้นช่วงที่ฝนตกไม่ต้องรดน้ำ อย่าให้แปลงปลูกผักบุ้งจีนขาดน้ำได้ จะทำให้ผักบุ้งจีนชะงักการเจริญเติบโต คุณภาพไม่ดี ต้นแข็งกระด้าง เหนียว ไม่น่ารับประทาน และเก็บเกี่ยวได้ช้ากว่าปกติ

4.2 การใส่ปุ๋ย ผักบุ้งจีนเป็นพืชผักที่บริโภคใบและต้นมีอายุการเก็บเกี่ยวสั้น ถ้าดินปลูกมีความอุดมสมบูรณ์ หรือมีการใส่ปุ๋ยคอก เช่น มูลสุกร มูลเป็ด ไก่ เป็นต้น ซึ่งปุ๋ยคอกดังกล่าวเป็นปุ๋ยที่มีไนโตรเจนสูงอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องใส่ปุ๋ยเคมีก็ได้ แต่ถ้าดินปลูกไม่ค่อยอุดมสมบูรณ์ นอกจากต้องให้ปุ๋ยคอกแล้ว ควรมีการใส่ปุ๋ยทางใบที่มีไนโตรเจนสูง โดยหว่านปุ๋ยกระจายทั่วทั้งแปลงก่อนปลูกและหลังปลูกผักบุ้งจีนได้ประมาณ 7-10 วัน ซึ่งการให้ปุ๋ยครั้งที่ 2 นั้น หลังจากหว่านผักบุ้งจีนลงแปลงแล้ว จะต้องมีการรดน้ำแปลงปลูกผักบุ้งจีนทันที อย่าให้ปุ๋ยเกาะอยู่ที่ชอกใบ จะทำให้ผักบุ้งจีนใบไหม้ ในการใส่ปุ๋ยเคมีครั้งที่ 2 นั้น จะใช้วิธีการละลายน้ำรด 3-5 วันครั้งก็ได้ โดยใช้อัตราส่วน ปุ๋ยยูเรีย 10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร จะเป็นการช่วยให้ผักบุ้งจีนเจริญเติบโต และเก็บเกี่ยวได้รวดเร็วขึ้น


เมล็ดเริ่มงอกหลังจากหว่านประมาณ 2-3 วัน

การให้น้ำ

4.3 การพรวนดินและกำจัดวัชพืช ถ้ามีการเตรียมดินดีมีการใส่ปุ๋ยคอกก่อนปลูกและมีการหว่านผักบุ้งขึ้นสม่ำเสมอกันดี ไม่จำเป็นต้องพรวนดิน เว้นแต่ในแหล่งปลูกผักบุ้งจีนดังกล่าวมีวัชพืชขึ้นมาก ควรมีการถอนวัชพืชออกจากแปลงปลูกอยู่เสมอ 7-10 วันต่อครั้ง ในแหล่งที่ปลูกผักบุ้งจีนเพื่อการบริโภคสดเป็นการค้าปริมาณมาก ควรมีการพ่นสารคลุมวัชพืชก่อนปลูก 2-3 วัน ต่อจากนั้นจึงค่อยหว่านผักบุ้งจีนปลูก จะประหยัดแรงงานในการกำจัดวัชพืชในแปลงปลูกผักบุ้งจีนได้ดีมากวิธีการหนึ่ง

4.4 การเก็บเกี่ยว หลังจากหว่านเมล็ดพันธุ์ผักบุ้งจีนลงแปลงปลูกได้ 20-25 วัน ผักบุ้งจีนจะเจริญเติบโต มีความสูงประมาณ 30-35 เซนติเมตร ให้ถอนต้นผักบุ้งจีนออกจากแปลงปลูกทั้งต้นและราก ควรรดน้ำก่อนถอนต้นผักบุ้งจีนขึ้นมาจะถอนผักบุ้งจีนได้สะดวก รากไม่ขาดมาก หลังจากนั้นล้างรากให้สะอาด เด็ดใบและแขนงที่โคนต้นออก นำมาผึ่งไว้ ไม่ควรไว้กลางแดดผักบุ้งจีนจะเหี่ยวเฉาได้ง่าย จัดเรียงต้นผักบุ้งจีนเป็นมัด เตรียมบรรจุภาชนะเพื่อจัดส่งตลาดต่อไป

การปลูก“ขึ้นฉ่าย”

การปลูก“ขึ้นฉ่าย” เริ่มต้นจากการ เตรียมดินที่ต้องพิถีพิถันเป็นพิเศษ ต้องเข้าใจถึงธรรมชาติของพืชผักแต่ละชนิดว่ามีลักษณะอย่างไร มีความต้องการปัจจัยในการเจริญเติบโตแบบไหน อย่างขึ้นฉ่ายนั้นเป็นพืชรากตื้น การเตรียมดินจึงไม่จำเป็นต้องขุดลึกมากนัก ใช้เพียงรถไถติดผาลตีดินตีให้ละเอียด ลึกเพียง 2-3 นิ้วก็ใช้ได้ โดยเคล็ดลับจะอยู่ที่แปลงปลูกจะใส่ขี้ไก่ แกลบ ประมาณ 60 กระสอบ (อาหารสัตว์) ต่อร่องแปลงปลูก ตีกับดินให้ละเอียดจนดินฟูขี้ไก่แกลบนอกจากจะเป็นปุ๋ยคอกที่ช่วยให้ขึ้นฉ่ายงาม ใบเขียวแล้ว ยังเป็นเคล็ดลับหนึ่งที่ช่วยให้ดินอุ้มน้ำเก็บความชื้นได้อย่างเหมาะสม เพราะขึ้นฉ่ายเป็นพืชที่ชอบน้ำ ต้องการดินที่ค่อนข้างฉ่ำน้ำสักนิด

การปลูกกะหล่ำปลี

การปลูกกะหล่ำปลี

การปลูก 
เมื่อกล้ามีอายุได้ประมาณ 25-30 วัน จึงย้ายปลูกในแปลงปลูกที่ เตรียมไว้ โดยให้มีระยะปลูก 30-40 
x 30-40 เซนติเมตร การปลูกอาจปลูกเป็นแบบแถวเดียว หรือแถวคู่ก็ได้ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดของสวน 
การดูแลรักษา 
1. การใส่ปุ๋ย กะหลํ่าปลีเป็นพืชที่ต้องการธาตุไนโตรเจนและโปตัสเซียมสูง เพื่อใช้ในการสร้าง 
ความเจริญเติบโตให้แก่ต้นพืช ปุ๋ยที่แนะนำ ให้ใช้คือ ปุ๋ยสูตร 13-13-21 หรือ 14-14-21 โดยแบ่งใส่ 
2 ครั้ง คือ ครั้งที่ 1 ใส่รองพื้นขณะปลูก แล้วพรวนกลบลงในดิน ครั้งที่ 2 ใส่หลังจากกะหลํ่าปลีมีอายุได้ 
7-14 วัน และควรใส่ปุ๋ยไนโตรเจน เช่น ปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต หรือยูเรียควบคู่ไปด้วย ซึ่งการใส่ปุ๋ยนี้ก็ 
แบ่งใส่ 2 ครั้งเช่นกัน คือ ใส่เมื่อกะหลํ่าปลีมีอายุได้ 20 วัน และเมื่ออายุได้ 40 วัน โดยการโรยข้างๆ 
ต้น 
2. การให้นํ้าควรให้นํ้าอย่างสมํ่าเสมอ โดยปล่อยไปตามร่องระหว่างแปลงประมาณ 7-10 วัน/ 
ครั้ง ในเขตร้อนและแห้งแล้งจำ เป็นต้องให้นํ้ามากขึ้น และเมื่อกะหลํ่าปลีเข้าปลีเต็มที่แล้ว ควรลด 
ปรมิ าณน้ำ ใหน้ อ้ ยลง เพราะหากกะหลํ่าปลไี ดร้ บั น้ำ มากเกินไปจะทำ ใหป้ ลแี ตก 
3. การพรวนดินและกำ จัดวัชพืช ในระยะแรกๆ ควรปฏิบัติบ่อยๆ เพราะวัชพืชจะเป็นตัวแย่ง 
อาหารในดินรวมทั้งเป็นที่อาศัยของโรคและแมลงอีกด้วย 

การปลูกมะเขือเทศ

การปลูกมะเขือเทศ

การปลูก 

แปลงปลูกควรไถพรวนและปรับระดับดินให้เรียบสม่ำเสมอกันแล้วยกแปลงให้สูงประมาณ 30 เซนติเมตร กว้าง 100 เซนติเมตร ปลูกเป็นแถวคู่ระยะระหว่างแถว 70 เซนติเมตร ระหว่างต้น 50 เซนติเมตร รองก้นหลุมปลูกด้วยปุ๋ยคอกหนึ่งกระป๋องนมต่อหลุม ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 1 กรัมต่อต้น คลุกเคล้าให้เข้ากันแล้วจึงย้ายกล้าลงหลุมปลูกหลุมละ 1-2 ต้น กลบดินให้เสมอระดับผิวดินอย่าให้เป็นแอ่งหรือเป็นหลุม เพราะจะทำให้น้ำขังและต้นกล้าเน่าตายได้ ถ้าปลูกขณะที่ฤดูฝนยังไม่สิ้นสุด แต่ถ้าปลูกในฤดูหนาวหรือฤดูแล้งควรจะกลบดินให้ต่ำกว่าระดับหลุมเล็กน้อย 
สำหรับการย้ายกล้าลงแปลงปลูกนี้ต้องเลือกต้นกล้าที่มีลักษณะดี มียอดและปราศจากโรคและแมลงรบกวน ถ้าเป็นการย้ายกล้าจากแปลงเพาะหรือแปลงชำมาลงปลูกโดยตรง ควรย้ายปลูกในเวลาที่อากาศไม่ร้อนคือในตอนบ่ายหรือตอนเย็น เมื่อย้ายเสร็จให้รีบรดน้ำตามทันทีจะทำให้กล้าตั้งตัวได้เร็วขึ้น และเปอร์เซ็นต์การตายน้อยลง แต่ถ้าเป็นการย้ายกล้าที่ชำในถุงพลาสติก สามารถย้ายลงแปลงได้ทุกเวลา กล้าจะตั้งตัวได้เร็วและรอดตายเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ 
หลังจากย้ายกล้าแล้วรดน้ำกล้าให้ชุ่มทุกเช้า-เย็น เมื่อกล้าตั้งตัวดีแล้ว จึงควรรดน้ำเพียงวันละครั้งในบางแห่งอาจจะให้น้ำแบบเข้าตามร่องแปลงจนชุ่มแล้ว ปล่อยน้ำออก วิธีนี้สามารถจะทำให้มะเขือเทศได้รับน้ำอย่างเต็มที่และอยู่ได้ถึง 7-10 วัน 

การให้น้ำ 

มะเขือเทศต้องการน้ำสม่ำเสมอ ตั้งแต่เริ่มปลูกไปจนถึงผลเริ่มแก่ (ผลมีการเปลี่ยนสี) หลังจากนั้นควรลดการให้น้ำลง มิฉะนั้นอาจทำให้ผลแตกได้ การรดน้ำมากเกินไปจะทำให้ดินชื้น ซึ่งทำให้เชื้อราที่ทำให้เกิดโรคเน่าเจริญได้ดี แต่หากมะเขือเทศขาดน้ำ และให้น้ำอย่างกะทันหันก็จะทำให้ผลแตกได้เช่นกัน 

การปลูกขิง

การปลูกขิง

การปลูกขิง ใช้เหง้าขิงหรือหัวพันธุ์จากขิงแก่อายุ 10-12 เดือน เอามาผึ่งลมให้แห้ง แล้วนำมาหั่นเป็นท่อนๆ ยาวท่อนละ 2 นิ้ว มีตาติดอยู่ 2-3 ตา ทำการปลูกในช่วงต้นฝนหรือก่อนฤดูฝนเล็กน้อย ในราวเดือนมีนาคม-พฤษภาคม เตรียมดินโดยพรวนดิน ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ เช่น ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก กากถั่ว เพื่อให้ดินโปร่ง ปุ๋ยคอกที่ใช้ต้องสะอาด ไม่นิยมใช้ขี้เป็ดขี้ไก่ เพราะจะทำให้ขิงเป็นจุดดำ ส่วนปุ๋ยเคมีจะทำให้เกิดโรคเน่า ไม่ควรใช้เด็ดขาด 

ระยะปลูกระหว่างแถวระหว่างต้น 30×30 ซม. ขุดหลุมปลูกลึก 5-7 ซม. นำหัวพันธุ์มาปลูกในหลุม ตั้งด้านที่จะแตกหนอขึ้น กลบดินหนา 2-5 ซม. ใช้ฟางหรือหญ้าแห้งคลุมแปลงทั้งในร่องและสันร่อง เพื่อรักษาความชื่น เมื่อขิงอายุได้ 2 เดือน ใส่ปุ๋ยคอกและกลบดินที่โคน หลังจากนั้นอีก1เดือน ทำการกลบโคนอีกครั้ง เป็นการกระตุ้นให้ขิงแตกหน่อและช่วยให้แง่งขิงแข็งแรง 
ขิงมีโรคเน่า โรคใบจุดที่เกิดจากเชื้อรา มีศัตรูพวกหนอนกระทู้ เพลี้ยไฟ เพลี้ยหอย ไส้เดือนฝอย วิธีหลักๆ ในการป้องกันโรคแมลง คือ หมั่นดูแลอย่าให้น้ำท่วมขัง อย่าปลูกขิงชิดกันเกินไป และย้ายที่ปลูกใหม่ทุกๆ ปี 

การปลูกข่า

การปลูกข่า

การเตรียมดิน 

- ควรไถเปิดหน้าดินลึกอย่างน้อย 50 ซม. พร้อมกับใส่อินทรียวัตถุ แกลบดิบ เศษหญ้า เศษฟาง เศษใบไม้ ฯลฯ แล้วทำการไถย่อยให้ดินและอินทรียวัตถุเข้ากัน เพราะข่าชอบดินร่วนปนทราย เมื่อเวลาทำการย่อยสลายจะเป็นธาตุอาหารและอุ้มความชื้นได้ดี 
- ต้องเป็นพื้นที่ที่น้ำท่วมไม่ถึง หากทำเป็นแปลง ให้ยกแปลงเป็นหลังเต่าป้องกันน้ำขัง ขนาดกว้าง ยาวตามความเหมาะสม 
-ใช้ฟางหรือเศษวัชพืชแห้งคลุมหน้าดิน แล้วรดด้วยน้ำจุลินทรีย์ เพื่อเป็นการบ่มดิน 

การเตรียมกล้าพันธุ์ 
วิธีที่ 1 
- ใช้หัวหรือแง่งแก่จัด จะให้ผลดีกว่าหัวหรือแง่งอ่อน โดยตัดเป็นท่อนยาว 3-4 นิ้ว มี ข้อ+ตา 4-5 ตา ตัดก้านใบหรือต้นให้เหลือ 5-6 นิ้ว หรือจะตัดออกหมดเลยก็ได้ แต่ถ้ามีหน่อใหม่ติดมา ที่เพิ่งโผล่พ้นดินก็ให้เก็บไว้ สามารถนำไปปลูกต่อได้ 
- ล้างหัวพันธุ์ให้สะอาดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อรา ระวังอย่าให้รากช้ำ เพราะรากสามารถเจริญเติบโตได้ แผลที่เป็นรอยตัด ให้เอาปูนแดงกินหมากทาทุกแผล จากนั้นให้นำไปผึงลมในร่มปล่อยทิ้งไว้ให้แห้ง จึงนำไปปลูก 

วิธีที่ 2 
-ใช้หัวหรือแง่งแก่จัดทีซื้อมาจากตลาดใน สภาพที่ยังสด มีตาตามข้อเห็นได้ชัด ไม่จำเป็นต้องมีราก ตัดแต่งรอยช้ำ หรือเน่าที่หัวออกให้หมด แล้วนำไปแช่น้ำยากันรา จากนั้นนำขึ้นมาผึงลมในร่มให้แห้งแล้วทาแผลด้วยปูนแดงกินกับหมาก 
- นำหัวพันธุ์ที่ได้มาห่มความชื้น โดยการห่อด้วยผ้าชื้นน้ำหนาๆ นำไปเก็บไว้ในร่ม...หรือ ห่มกระบะโดยมีฟางรองพื้นหนาๆ วางท่อนพันธุ์แล้วกลบด้วยฟางหนาๆอีกชั้น รดน้ำให้ชุ่มเก็บในที่ร่ม...หรือ จะนำลงเพาะชำในขี้เถ้าแกลบก็ได้ โดยใช้เวลาการห่มความชื้น 10-20 วัน รอให้รากงอกและแทงยอดใหม่ออกมา จึงนำไปปลูกต่อไป 

การปลูก 
-ขุด หลุมกว้างประมาณ 30 ซม. ลึก 10 ซม. นำดินที่ขุดขึ้นมาคลุกกับเมล็ดสะเดา หรือใบสะเดาแห้ง สัก 1-2 กำมือ ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกที่หมักดีแล้วสัก 1 กระป่องนม ผสมดินปลูก พร้อมกับปรับหลุมให้เรียบ 
- จากนั้นวางท่อนพันธุ์แบบนอนทางยาว โดยให้ส่วนตาชี้ขึ้นด้านบน จัดรากให้ชี้กางออกรอบทิศทาง ใส่หลุมละ 1-2 หัว ห่างกัน 1-2 ฝ่ามือ แล้วกลบดินโดยทำเป็นโคกสูงขึ้นมาเล็กน้อยๆ ไม่ต้องกดดินให้แน่น แล้วคลุมหน้าดินด้วยฟางหรือเศษหญ้าแห้งใบไม้แห้ง เพื่อเก็บรักษาความชื้นหน้าดิน 
-ระยะการปลูก ควรจัดระยะระหว่างหลุม .80-1.00 ม. ระหว่างแถว 1.00-1.20 ม. 
-หลังจากที่ปลูกเสร็จแล้วให้รดน้ำตามทันที 

การปฏิบัติและบำรุง 
-หลังจากปลูกไปแล้วประมาณ 15-20 วัน รากจะเริ่มเดิน ในช่วงนี้ควรให้น้ำ 2-3 วัน/ครั้ง และให้น้ำผสมปุ๋ยน้ำทำเอง 7-10 วันครั้ง 
-ให้ปุ๋ยหมัก/ปุ๋ยคอก ทุก 1-2 เดือน/ครั้ง แล้วรดด้วนน้ำผสมปุ๋ยน้ำทำเองตามทันที 
-ถ้า มีหน่อใหม่แทงขึ้นมา ซึ่งในช่วงแรกจะมีสีแดง บางรายอาจจะขุดขึ้นมารับประทานหรือนำไปขายเป็นข่าอ่อน แต่ถ้าต้องการเก็บไว้เพื่อเอาหัวหรือแง่ง ก็ให้นำเศษฟางหรือหญ้าแห้งมาคลุม เพื่อป้องกันแสงแดด แล้วปล่อยไว้ให้กลายเป็นสีเขียวเพื่อพัฒนาเป็นต้นใหญ่ต่อไป 
-การที่เอา เศษวัชพืช เศษหญ้า เศษฟางมาคลุมหน้าดินบริเวณโคนกอข่า เป็นการรักษาความชื้นหน้าดิน ซึ่งข่าเป็นพืชที่ชอบความชื้นหน้าดิน แต่ต้องมีการระบายน้ำที่ดีด้วย การเจริญเติบโตจึงจะสมบูรณ์และงาม 
-การ ที่เราจะรู้ว่าข่ามีการเจริญเติบโตดีหรือไม่ ให้สังเกตดูว่า ข่าจะมีการแตกหน่อใหม่ออกมาอย่างสม่ำเสมอ ก้านใบอวบอ้วนใหญ่ ใบหนาเขียวเข้ม[/color]การเก็บเกี่ยวผลผลิต 
ข่าอ่อน ให้ขุดเมื่อเริ่มออกดอกชุดแรก โดยการเปิดหน้าดินโคนต้นบริเวณที่จะเอาหน่อ แล้วตัดเอาเฉพาะส่วนที่ต้องการ 
ข่า แก่ ให้ขุดเมื่อข่าออกดอกชุดที่ 2 หรือมีหน่อเกิดใหม่ 5-6 หน่อ เมื่อข่าออกดอกชุดที่ 2-3 ก็จะได้หน่อหรือแง่งที่แก่ขึ้นไปอีก ทั้งขนาดและปริมาณก็มากขึ้นไปด้วย 
-การขุดขึ้นมาแต่ละครั้ง ไม่ควรขึ้นขึ้นมาหมดทั้งกอ ให้เหลือไว้ 3-4 แง่ง เพื่อเป็นต้นพันธุ์ ซึ่งทำให้การปลูกข่าเพียงครั้งเดียว ก็สามารถอยู่ได้เป็นสิบปี 
-หลังจากที่ขุดเอาหัว แง่งไปแล้ว ควรมีการปรับปรุงบำรุงดินทุกครั้ง เพื่อความสมบูรณ์และเป็นการเพิ่มธาตุอาหารในดิน 
-หลัง จากขุดเอาหัวหรือแง่งขึ้นมาแล้ว ต้องทำความสะอาดล้างเอาเศษดินที่ติดมาออกให้หมด แล้วตัดแต่งให้เรียบร้อย จากนั้นให้นำไปแช่ลงในน้ำสารส้ม ซึ่งจะช่วยให้หัวข่าขาวสะอาด และเป็นการรักษาให้ข่าแลดูสดได้นานวัน 
นอกจากนี้ การปลูกข่าแซมในสวนไม้ผล กลิ่นของใบข่าจะช่วยป้องกันแมลงศัตรูพืชได้ ส่วนหัวหรือแง่งก็ยังป้องกันแมลงศัตรูพืชใต้ดินได้อีกด้วย นอกจากนั้น ข่ายังทำให้สภาพอากาศโดยรอบเย็นสบาย มีสภาพร่มเย็น 

การปลูกต้นหอม

การปลูกต้นหอม

เริ่มต้นจากการเตรียมดิน 
ก่อนที่เราจะเริ่มปลูกเราควรเตรียมดิน อย่างน้อย 1 อาทิตย์ โดยไถพรวนดิน ภายในอาทิตย์นั้นๆ 2 ครั้ง โดย 
3 วันไถครั้งหนึ่ง เมื่อเตรียมดินเสร็จแล้วเราก็เริ่มลงมือปลูกเลย 

สิ่งที่ต้องเตรียม 
1.พันธ์หอมแบ่ง 
2.ฟางข้าว หรือ แกลบ 
3.อุปกรณ์ทำแปลงผัก เช่น จอบ คราด 

เมื่อเราเตรียมอุปกรณ์ทุกอย่างแล้วเรามาลงมือเลย 

1.เริ่มจากการไถแปลงขนาดกว้าง 1.5 เมตร ความยาวแล้วแต่ความสะดวกในการรดน้ำ 
2.เมื่อไถเสร็จเราก็เริ่มเขี่ยแปลงโดยใช้คราด ให้ดินสม่ำเสมอกัน 
3.เมื่อแปลงเรียบดีแล้ว ก็ลงมือ ปักพันธ์ หอมลงในดินเลย ก่อนที่เราจะปักลงเราควรแกะกรีบหอมออกก่อน ระยะห่างระหว่างหัวประมาณ 3x3 ซม 
4.เมื่อปักพันธ์หอมเสร็จเราก็นำฟางข้าว หรือ ว่า แกลบ มาคุมแปลง เพื่อดูซับความชื่น ในแปลงผัก 
5. หลังจากนั้นเราก็รดน้ำ เช้า-เย็น 
6. เมื่อผักเริ่มงอกและลำต้นยาว ประมาณ 3 ซม ระยะนี้จะใช้เวลา 10 วัน ให้เราเริ่มใส่ปุ๋ยครั้งที่ 1 ปุ๋ย ชีวภาพ หรือ เคมีก็ได้ ถ้าเป็นเคมี แนะนำ สูตร 16-8-8 และก็ฉีดฮอร์โมน หรือ EM 
7. ควรดูแลวัชพืช ช่วงนี้ด้วย 
8.เมื่อผ่านไป 20 วัน เราก็เริ่มใส่ปุ๋ย ครั้งที่ 2 และก็ทำเหมือนกันกับ ขั้นตอนที่ 6 
9.เมื่อผักมีอายุ 30-32 วัน เราก็เริ่มเก็บได้ 

การปลูกผักชี

การปลูกผักชี

การปลูก 

การเตรียมดิน แปลงปลูกอาจเตรียมแบบยกร่องจีน มีคูน้ำล้อมรอบแบบยกร่องธรรมดา หรือปลูกในแปลงนา โดยการไถพรวนแล้วโรยเป็นแถว ผักชีเป็นผักที่มีระบบรากตื้น การเตรียมดินปลูกผักชีก็ปฏิบัติเช่นเดียวกับการปลูกผักอื่นๆ ทั่วไป โดยขุดหรือไถพลิกดินลึกประมาณ 15-20 เซนติเมตร ตากดินไว้ 5-7 วัน เพื่อฆ่าเชื้อโรคและวัชพืชต่างๆ แล้วพรวนย่อยดินให้แตกเป็นก้อนเล็ก ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักให้มาก คลุกเคล้าให้เข้ากับดินและปรับหน้าดินให้เสมอ 

การเตรียมเมล็ดพันธุ์ ผักชีเป็นพืชที่ขยายพันธุ์ด้วยการใช้เมล็ด ดังนั้นก่อนที่จะปลูกต้องเตรียมเมล็ดพันธุ์ให้พร้อม โดยการนำผลมาบดให้แตกเป็นสองซีก แล้วนำไปแช่น้ำประมาณ 2-3 ชั่วโมง แล้วเอาขึ้นมาผึ่งลมให้แห้งแล้วเคล้ากับทรายหรือขี้เถ้าทิ้งไว้จนเมล็ดเริ่ม งอกจึงนำไปหว่านในแปลง 

วิธีการปลูก ก่อนปลูกต้องรดน้ำให้ทั่วแปลง นำเมล็ดที่เตรียมไว้มาหว่านลงบนแปลงปลูกที่ได้เตรียมไว้ กลบด้วยดินละเอียดบางๆ แล้วคลุกด้วยฟางหรือหญ้าแห้งอีกชั้นหนึ่ง เพื่อป้องกันต้นอ่อนจากแสงแดดและรักษาความชื้นของผิวดิน หรือจะปลูกโดยใช้วิธีโรยเป็นแถวบนแปลง ให้แต่ละแถวห่างกัน 20-30 เซนติเมตร แล้วทำการถอนแยกให้เหลือระยะระหว่างต้นประมาณ 10-20 เซนติเมตร หลังจากหว่านเสร็จแล้วต้องรดน้ำให้ชุ่ม 

การปฏิบัติดูแลรักษา 

การให้น้ำ ผักชีเป็นผักที่ต้องการน้ำมากแต่ไม่ชอบน้ำขัง ดังนั้น ควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอวันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็น อย่าให้น้ำมากจนโชกเกินไป เพราะผักชีถ้าถูกน้ำหรือฝนมากๆ มักจะเน่าง่าย สำหรับวัชพืชที่ขึ้นในระยะแรกควรรีบกำจัดโดยเร็ว โดยใช้มือถอน อย่าปล่อยให้ลุกลามเพราะวัชพืชเป็นตัวแย่งน้ำและอาหารจากผักชี 

พริกขี้หนูลูกผสม พันธุ์รังสิมา

จุดเด่นของ
พริกขี้หนูลูกผสม พันธุ์รังสิมา
พริกขี้หนูลูกผสม พันธุ์รังสิมา เป็นสายพันธุ์พริกล่าสุดที่ทางเจียไต๋ได้พัฒนาสายพันธุ์ขึ้น เกษตรกรส่วนใหญ่ยอมรับว่า พริกขี้หนูลูกผสม พันธุ์รังสิมา เป็นพริกที่ให้ผลผลิตสูงมาก เก็บเกี่ยวได้รวดเร็ว ตั้งแต่อายุ 70 วัน หลังย้ายกล้า สำหรับผลเขียว และอายุ 90 วัน หลังย้ายกล้าสำหรับผลแดง ขั้วผลเปราะ เด็ดง่าย สีผลค่อนข้างเข้ม ผิวเรียบตึง ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางผล ประมาณ 1 เซนติเมตร ยาวประมาณ 7 เซนติเมตร น้ำหนักเฉลี่ย 3 กรัม ต่อผล เมื่อเก็บผลผลิต ครั้งที่ 2 ก็ให้ผลผลิตดีไม่มีตก มีรสเผ็ดจัดจ้าน ทำให้ขายผลผลิตได้ราคาดีมาก        
พี่สงวน ชอบมาก เพราะเป็นพริกพันธุ์ทรงพุ่มที่จะแตกแขนงตั้งแต่โคนง่ามต้นขึ้นมา ทำให้มีแขนงเยอะ มีข้อถี่ ทำให้ลูกดก น้ำหนักดี ผิวเงาสวย ต้นสูงขึ้นเรื่อยๆ แถมเก็บผลผลิตได้เร็ว ผลผลิตเฉลี่ยสูงกว่าพันธุ์อื่น และแม้ว่าจะเจอสถานการณ์ภัยแล้งขั้วผลยังเปราะ ทำให้เด็ดง่าย ยอดพริกไม่เสียหาย แต่ถ้าเป็นพันธุ์อื่นๆ ขั้วผลจะเหนียว เด็ดยาก ทำให้ยอดพริกได้รับความเสียหาย และเด็ดติดยอดพริกที่มีเมล็ดเล็กๆ อยู่ออกมาด้วย และหากยอดหักเสียหาย จะต้องรออีก เดือน กว่าพริกจะแตกยอดออกมา ทำให้เสียเวลาในการเก็บเกี่ยวผลผลิต

ปลูกไม่ยาก ดูแลง่าย  
พี่สงวน เริ่มเพาะต้นกล้าในช่วงเดือนธันวาคม โดยใช้เมล็ดพันธุ์ 2 กระป๋อง ประมาณ 100 กรัม ในการปลูกบนเนื้อที่ 4 ไร่ เตรียมเมล็ดด้วยการแช่เมล็ดในน้ำอุ่น ที่อุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียส นาน 30 นาที แล้วจึงนำไปแช่ในน้ำสารละลายโทนิค นาน 6 ชั่วโมง
หลังจากนั้น หุ้มเมล็ดพริกด้วยผ้าที่เปียกหมาดๆ บ่มไว้ 2-3 วัน เมล็ดจะเริ่มงอกรากออกมา เมื่อเมล็ดงอกรากออกมายาวเล็กน้อย หรือมองเห็นเป็นตุ่มรากสีขาว จึงนำไปเพาะลงในวัสดุเพาะ ประมาณ 5-6 วัน เมล็ดจะเริ่มงอกเป็นต้นกล้า โดยในช่วงนี้จะต้องรดน้ำอย่างสม่ำเสมอ วันละ 1-2 ครั้ง เช้าและบ่าย จนต้นกล้าขึ้นใบจริง 3-4 ใบ ค่อยย้ายลงแปลงปลูก
ในระยะแรก พี่สงวน จะใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 ประมาณสัปดาห์ละครั้ง โดยนำปุ๋ยมาละลายน้ำแล้วหยอดตามต้น พอพริกเริ่มโตจะใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 ด้วยการหว่าน 15 วัน ต่อ 1 ครั้ง ส่วนการให้น้ำ หากเป็นพื้นที่ที่มีแหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์ควรรดน้ำทุกวัน เพราะจะทำให้ต้นพริกแตกกิ่งแขนงดี ต้นหนา ลูกดก ต้นไม่หยุดชะงัก แต่เนื่องจากพื้นที่จังหวัดชัยภูมิเจอภัยแล้งเป็นประจำทุกปี พี่สงวนจึงต้องรดน้ำพริกได้เพียงสัปดาห์ละ 2 ครั้ง เท่านั้น แต่พริกขี้หนูลูกผสม พันธุ์รังสิมา ยังให้ผลผลิตดีมาก

การป้องกันโรค
และแมลงศัตรูพืช
แปลงปลูกพริกโดยทั่วไป มักเจอโรคและแมลงรบกวน โดยเฉพาะเพลี้ยไฟ ที่พบมากในช่วงฤดูร้อน พี่สงวนจะใช้สารเคมี  ชื่อว่า เจด 70 ในอัตรา 2 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดกำจัดเพลี้ยไฟ หากเจอหนอนแมลงวันทองระบาดจะทำให้พริกสีเขียวกลายเป็นสีเหลืองแล้วหลุดร่วง พี่สงวน จะฉีดพ่นสารเคมี ชื่อว่า น๊อคทริน 35% ในอัตรา 20 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร เพื่อกำจัดหนอนชนิดดังกล่าว
สำหรับช่วงฤดูฝนมักเจอปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อราในแปลงปลูกพริก พี่สงวน จะใช้สารเคมีกำจัดเชื้อรา ชื่อว่า เทนเอ็ม ในอัตรา 30-50 กรัม และไพรีซาน 20-30 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นเมื่อพบการระบาดของโรคและพ่นซ้ำทุกๆ 7 วัน พี่สงวน บอกว่า ข้อดีของพริกรังสิมาก็คือ ใบจะเล็ก ทำให้แมลงศัตรูจะเข้ารบกวนยาก และยังสะดวกต่อการฉีดพ่นยาด้วย เนื่องจากใบพริกจะไม่บังเมล็ดและดอก ทำให้ฉีดยาป้องกันได้ทั่วถึง

การเก็บเกี่ยวผลผลิต
เกษตรกรในย่านนี้นิยมเก็บพริกแดงออกขาย โดยเริ่มเก็บผลผลิตครั้งแรก เมื่ออายุต้นพริกอายุ 80-90 วัน หลังจากย้ายต้นกล้า โดยจะเก็บพริกแดงรุ่นแรกที่เป็นลูกง่าม ซึ่งเป็นลูกแรกของต้นพริกบริเวณข้อกิ่ง พี่สงวนสามารถเก็บลูกง่ามออกขายได้ถึง 10 ครั้ง
พอผลผลิตรุ่นต่อไป พริกจะแตกแขนงเยอะกว่าเดิม ทำให้เก็บได้นานและมีปริมาณมากขึ้น โดยพริกแต่ละต้นจะให้ผลผลิตประมาณ 3-5 รุ่น จึงสามารถเก็บเกี่ยวได้ตลอด 6 เดือน เลยทีเดียว ทั้งนี้ ก็ขึ้นอยู่กับการบำรุงรักษาที่ดีด้วยเช่นกัน พี่สงวนบอกว่า เก็บพริกรุ่นแรกออกขายได้ร่วม 2 ตัน ถือว่าให้ผลผลิตสูงมาก และยังให้ผลผลิตมากกว่าสายพันธุ์อื่นๆ ที่ให้ผลผลิตต่อรุ่น ประมาณ 1.7 ตัน เท่านั้น 
เมื่อถามถึงเรื่องการขาย พี่สงวน บอกว่า พริกขี้หนูลูกผสม พันธุ์รังสิมา มีคุณภาพดี ถูกใจแม่ค้า มีพ่อค้าแม่ค้ามารับซื้อถึงหน้าสวน เพื่อส่งต่อไปยังโรงงานทำซอสพริก และส่งขายตลาดใหญ่ๆ ในกรุงเทพฯ พ่อค้าที่มารับซื้อชอบพริกพันธุ์นี้มาก เนื่องจากมีสีเข้ม มันวาวเป็นเงากว่าพันธุ์อื่น
เนื่องจากปีนี้แหล่งปลูกพริกส่วนใหญ่เจอผลกระทบจากปัญหาภัยแล้ง ทำให้ผลผลิตขาดตลาด จึงขายพริกได้ในราคาสูง กิโลกรัมละ 50-60 บาท ขณะที่ปีที่แล้ว ขายพริกได้เพียง กิโลกรัมละ 11-12 บาท เท่านั้น หากราคาพริกปรับตัวสูงต่อเนื่อง และให้ผลผลิตที่ดีแบบนี้ เมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตหมด พี่สงวนมั่นใจว่าปีนี้จะมีรายได้จากการขายพริกมากกว่า 300,000 บาท อย่างแน่นอน