วันอังคารที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2556

การถ่ายเลือดในสุนัข

การถ่ายเลือดในสุนัข

ตูบตัวน้อยๆ น่ะไม่มีใครเหมือน แล้วก็ไม่เหมือนใครอยู่แล้ว ตูบน้อยเต็มไปด้วยชีวิตชีวา เป็นนักสำรวจที่ชอบเรียนรู้สิ่งต่างๆ ในบางครั้งที่สุนัขป่วย ต้องเข้ารับการรักษาตามคลีนิก หรือโรงพยาบาล มักจะมีอาการป่วยด้วยภาวะโลหิตจาง ซึ่งอาจเกิดเนื่องมาจากการเสียเลือด (เช่น จากอุบัติเหตุ การผ่าตัด) ภาวะไตวายเรื้อรัง ภาวะเม็ดเลือดแดงแตกตัว ความผิดปกติที่ไขกระดูก ฯลฯ การถ่ายเลือดจึงเป็นทางหนึ่งที่จะช่วยยืดอายุของสัตว์ออกไปได้ปัจจุบันการถ่ายเลือดในสุนัขนั้นทำกันน้อยมากในเมืองไทย อันเนื่องมาจากสาเหตุหลายประการ เช่น ขาดแคลนสุนัขที่มีคุณสมบัติดีพอที่จะบริจาคเลือด ขาดอุปกรณ์และสถานที่ซึ่งมีอุปกรณ์พร้อมที่จะทำการรับและถ่ายเลือด ขาดผู้ชำนาญการในการทำการถ่ายเลือด ฯลฯ สิ่งเหล่านี้จึงมักเป็นสาเหตุให้สัตว์ป่วยหลายๆ ราย ต้องจบชีวิตลงไปอย่างน่าเสียดาย

โดยทั่วไป ในสุนัขหนัก 1 กิโลกรัม จะมีเลือดอยู่เฉลี่ย 88 ซีซี ซึ่งเราต้องการเลือดแค่ประมาณ 20 ซีซี/กิโลกรัม และในการถ่ายเลือดแต่ละครั้งควรให้ได้เลือดอย่างน้อย 500 ซีซี ดังนั้น น้ำหนักของสุนัขผู้บริจาคจึงไม่ควรต่ำกว่า 25 กิโลกรัม ส่วนในการบริจาคเลือดแต่ละครั้งควรห่างกันอย่างน้อย 3 สัปดาห์ ในการคัดเลือกสุนัขที่จะบริจาคนั้น ควรมีคุณสมบัติดังนี้
1. ควรมีน้ำหนักไม่ต่ำกว่า 25 กิโลกรัม (ขนาดยิ่งใหญ่ ยิ่งดี)
2. สุขภาพแข็งแรง ไม่ป่วยเป็นโรคติดต่อ เช่น พยาธิเม็ดเลือด พยาธิหนอนหัวใจ ฯลฯ และได้รับการฉีดวัคซีน และถ่ายพยาธิเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
3. เป็นสุนัขที่อาศัยอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี ได้รับโภชนาการที่ถูกต้อง และได้รับการออกกำลังกายเป็นประจำ
4. สุภาพ เรียบร้อย ใจดี (ถ้าเป็นสุนัขที่ดื้อและไม่ค่อยให้ความร่วมมือขณะบริจาคเลือด อาจจำเป็นต้องใช้ยาซึม)
5. สุนัขเพศเมีย ถ้าทำหมันมาแล้วจะดีมาก
ในการถ่ายเลือดและให้เลือด คงต้องเป็นหน้าที่ของสัตวแพทย์เป็นผู้ปฏิบัติ โดยต้องตรวจหากรุ๊ปเลือดที่เป็นอันตรายกับผู้รับ และนำเลือดของผู้รับกับผู้ให้บริจาคมาตรวจดูว่าเข้ากันได้หรือไม่ ซึ่งเรียกว่า Cross Matching วิธีการเหล่านี้ต้องทำในห้องปฏิบัติการ ส่วนอุปกรณ์การถ่ายเลือดนั้นก็คล้ายๆ กับของคน คือ ถุงเก็บเลือด สารกันเลือดแข็งตัว และสายยางสำหรับให้เลือด พร้อมที่กรองเลือด
บางครั้งในการบริจาคเลือดเพื่อช่วยชีวิตสัตว์แบบฉุกเฉิน อาจต้องใช้ผู้บริจาค 2-3 ราย เพราะไม่แน่เสมอไปว่าเลือดของผู้ให้และผู้รับจะเข้ากันได้ จึงควรสำรองเอาไว้ล่วงหน้า สำหรับสัตว์ที่มีปัญหาตกเลือด อันเนื่องมาจากภาวะเกร็ดเลือดแข็งตัว การถ่ายเลือดจากผู้บริจาคใหม่ๆ จะช่วยได้เป็นอย่างมาก (เกร็ดเลือดมีผลต่อกลไกการแข็งตัวของเลือด โดยปกติเกร็ดเลือดจะสลายตัวเร็วมาก ใช้เวลาประมาณ 1 วัน เมื่อถ่ายออกมาจากตัวผู้บริจาค) โดยทั่วๆ ไปเราสามารถเก็บสำรองเลือดไว้ใช้ได้ถึง 3 สัปดาห์ โดยจะเก็บไว้ที่อุณหภูมิ 5 องศาเซลเซียส
ในการถ่ายเลือดให้กับผู้ป่วย ก่อนให้ทุกครั้งจะต้องทำการตรวจดูว่าเลือดของผู้ให้และผู้รับเข้ากันได้หรือไม่ ถึงแม้ว่าการถ่ายเลือดครั้งแรกมักจะไม่ก่อให้เกิดปัญหาก็ตาม (เพราะร่างกายของผู้รับยังไม่มีภูมิต้านทาน Antibody ต่อตัวผู้ให้) ทำให้การถ่ายเลือดในครั้งที่สองไม่ประสบผลสำเร็จ
ส่วนอายุของเลือดที่ได้รับบริจาค ถ้าเป็นเลือดหมู่เดียวกันมักจะอยู่ได้ยาวนาน แต่ถ้าเป็นเลือดคนละหมู่มักจะมีอายุสั้นและลดลงอย่างรวดเร็ว
จาก
        ร.พ. สัตว์เจริญสุข

โรคติดเชื้อที่มีเห็บเป็นพานะนำโรคในสุนัข

โรคติดเชื้อที่มีเห็บเป็นพาหะนำโรคในสุนัข
เห็บสุนัขจัดเป็นปรสิตภายนอกที่สำคัญมากที่สุดของสุนัขและก่อให้เกิดปัญหาอย่างมากต่อการเลี้ยงสุนัขในประเทศไทย เนื่องจากประเทศไทยอยู่ในเขตร้อยชื้นซึ่งเอื้ออำนวยต่อการดำรงชีวิตและการแพร่กระจายของเห็บ ดังนั้นจึงพบโรคติดเชื้อที่อาศัยเห็บเป็นพาหะอยู่เสมอ

โรคติดเชื้อที่อาศัยเห็บเป็นพาหะนำโรคในสุนัขได้แก่ โรคติดเชื้อเออร์ลิเชีย (Ehrlichiosis) โรคติดเชื้อเฮปปาโตซูน (Hepatozoonosis) และ โรคติดเชื้อบาบิเซีย (Babesiosis)

โรคติดเชื้อเออร์ลิเซีย (Ehrlichiosis)

สาเหตุ
เกิดจากเชื้อริกเกตเซีย ที่พบได้บ่อยในประเทศไทย ได้แก่ Ehrlichia canis โดยเชื้อดังกล่าวอยู่ในไซโตพลาสซึมของเม็ดเลือดขาวชนิโมโนไซท์ (monocyte) มีลักษณะเป็นกลุ่ม สุนัขจะติดโรคนี้จากการที่ถูกเห็บกัด

อาการ
แบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ

ระยะเฉียบพลัน สุนัขจะแสดงอาการซึม มีไข้สูง เบื่ออาหาร น้ำหนักตัวลดลง บางรายอาจะมีเลือดออกบริเวณผิวหนังและเยื่อเมือก เลือดกำเดาไหล หายใจลำบาก ม้ามโค โลหิตจาง

ระยะที่ไม่แสดงอาการ

สุนัขจะแสดงอาการปกติ

ระยะเรื้อรัง

สุนัขจะแสดงอาการซึม มีไข้สูง เบื่ออาหาร ผอม เยื่อเมือกซีด อาจมีจุดเลือดออกที่ผิวหนังและพบเลือดกำเดาไหลได้มากขึ้น โลหิตจาง มีอาการบวมน้ำโดยเฉพาะที่ขาหลังและลูกอัณฑะ สุนัขที่กำลังเป็นสัดจะมีเลือดออกนานขึ้น ผสมไม่ติดหรือแท้ง บางรายอาจมีอาการทางระบบประสาท เช่น สูญเสียการทรงตัว และการมองเห็น เช่น กระจกตาขุ่น มีเลือดออกในช่องหน้าตา หรือ ตาบอด รวมทั้งการเกิดภาวะไตวาย และข้ออักเสบ

โรคติดเชื้อปาโตซูน (Hepatozoonosis)

สาเหตุ
เกิดจากเชื้อโปรโตซัวชนิดหนึ่ง ได้แก่ Hepatozoon canis เชื้อดังกล่าวอยู่ในเม็ดเลือดขาวชนิดนิวโตรฟิล (neutrophil) โดยสุนัขจะติดโรคนี้โดยการ กินเห็บ ที่มีเชื้อชนิดนี้

อาการ

สุนัขจะแสดงอาการซึม มีไข้สูง น้ำหนักลด เยื่อเมือกซีด โลหิตจาง ปวดทั่วร่างกาย ลักษณะการเดินผิดปกติ ขาแข็ง กล้ามเนื้อไวต่อการกระตุ้น กล้ามเนื้อฝ่อลีบและอ่อนแรงซึ่งเห็นได้ชัดในรายที่เป็นเรื้อรัง สูญเสียการทรงตัว ขาหลังเป็นอัมพาตบางส่วน บางรายอาจมีอุจจาระปนเลือด รายที่มีอาการรุนแรงอาจพบอาการเส้นเลือดอักเสบและอุดตัน และการเกิดภาวะไตวาย

โรคติดเชื้อบาบีเซีย (Babesiosis)
สาเหตุ
เกิดจากเชื้อโปรโตซัวชนิหนึ่ง ได้แก่ Babesiacanis เชื้อดังกล่าวอยู่ที่ผิวของเม็ดเลือดแดง โดยสุนัขจะติดโรคนี้จากการที่ถูกเห็บกัด
าการ
สุนัขจะแสดงอาการซึม มีไข้สูง อาเจียน ม้ามโต ต่อมน้ำเหลือโต เยื่อเมือกซีด โลหิตจาง ภาวะดีซ่าย ปัสสาวะปนเลือด นอกจากนี้ยังพบความผิดปกติของระบบอื่น ๆ ในร่างกาย เช่น หายใจลำบาก มีการบวมน้ำในปอด ภาวะท้องมาน การบวมน้ำในส่วนต่าง ๆ เช่น รอบตา ปลายขา และถุงอัณฑะ กล้ามเนื้ออักเสบ ข้อบวม เจ็บหลัง
การวินิจฉัย

1. จากประวัติและอาการของสัตว์ป่วย

2. การตรวจเลือดเพื่อดูระดับของเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว ค่าทางเคมีคลินิก และตรวจหาเชื้อที่ผิวเม็ดเลือดแดง (สำหรับเชื้อบาบีเซีย) และภายในเม็ดเลือดขาว (สำหรับเชื้อเออร์ลิเชีย และ เฮปปาโตซูน)

3. การตรวจวัดระดับภูมิคุ้มกันหรือแอนตี้บอดี้ที่มีต่อเชื้อ ซึ่งขณะนี้มีชุดทดสอบสำหรับการติดเชื้อเฉพาะโรคติดเชื้อ Ehrlichia canis เท่านั้น


การรักษา
การรักษาโรคติดเชื้อเออร์ลิเซีย ส่วนใหญ่มักให้ยาปฎิชีวนะที่จำเพาะต่อโรคนี้

ส่วนการรักษาโรคติดเชื้อบาบีเซีย มักให้ยาที่จำเพาะเจาจงโดยการฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อ

สำหรับการรักษาโรคติดเชื้อเฮปปาโตซูน ขณะนี้ยังไม่มียาที่รักษาให้หายขาดได้

นอกจากนี้อาจให้สารน้ำบำบัด สารอาหารวิตามินเสริม และยาบำรุงเลือดด้วย

ในกรณีที่สุนัขมีปัญหาโลหิตจางอย่างรุนแรงอาจจำเป็นที่จะต้องทำการถ่ายเลือดด้วย


การป้องกัน
การควบคุมไม่ให้มีเห็บอยู่บนตัวสุนัขและสิ่งแวดล้อม โดยการใช้ยาที่มีฤทธิ์ฆ่าและป้องกันเห็น เช่น ยาหยดหลัง สเปรย์ โดยยาที่นิยมและมีความปลอดภัยสูงได้แก่ Frontline หรือ Revolution เป็นต้น



จาก ร.พ.สัตว์สุวรรณชาด